วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559

บันทึกอนุทินครั้งที่3

บันทึกอนุทิน


วิชา EAED4215 Learning Experiences Management in Early Childhood

อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา สุขสำราญ

วัน/เดือน/ปี วันที่ 14  เดือนมกราคม พ.ศ.2559
ครั้งที่ 1 เวลาเรียน 14.30 น.
เวลาเข้าเรียน 14:30 น.เวลาเลิกเรียน 17.30 น.



 



Knowledge 

            อาจารย์ให้นักศึกษานำเสนอการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดของนักทฤษฎีต่างๆสามารถแบ่งได้ดังนี้

             1. การสอนแบบโครงการ (Project Approach)
   2. มอนเตสเซอรี่ (Montessori)
            3. พหุปัญญา (Multiple Intelligence Theory)
            4. วอลดอร์ฟ(Waldorf)  
            5. การสอนแบบบูรณาการ(Integrated Instruction)
            6. BBL(Based Learning)


           
Montessori Method มอนเตสเซอรี่





ทฤษฎีและแนวคิดของมอนเตสซอรี มอนเตสซอรี ได้แบ่งระยะการเรียนรู้ที่เหมาะที่สุดของเด็กออกเป็น 6 ระยะ ระยะเหล่านี้เรียกว่าSensitive periods

1.ระยะที่หนึ่ง เป็นระยะที่ซึมซับหรือเรียนรู้ "การรับรู้ทางด้านประสาทสัมผัส" ดีที่สุด ระยะนี้จะเป็นช่วงอายุตั้งเเต่แรกเกิดถึง 5  ปี ช่วงนี้เด็กควรจะมีโอกาสได้ฝึกประสาทสัมผัสให้มากที่สุด เด็กที่ขาดโอกาส เช่น ถูกห้ามไม่ให้แตะต้องหยิบสัมผัสสิ่งของต่างๆ จะขาดโอกาสที่จะพัฒนาความสามารถทางรับรู้ทางประสาทสัมผัส
2.ระยะที่สอง เป็นระยะที่เรียนรู้ภาษาได้ดีที่สุดจะเป็นช่วงระยะตั้งแต่อายุ 3 เดือน ถึง 5 ปี เด็กจะเรียนจากปฏิกิริยาและสิ่งแวดล้อมและการเลียนแบบ
3.ระยะที่สาม เป็นระยะที่เรียนรู้ "ระเบียบ"(Order) ดีที่สุดจะเป็นช่วงอายุแรกเกิดถึง 3 ปี ในช่วงปีที่ 2 จะเป็นช่วงสูงสุด ในปีที่ 3 จะค่อยลดลง การเรียนรู้"ระเบียบ" นี้เด็กจะเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมและกิจวัตรที่คงที่สม่ำเสมอ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เตียงนอน ตู้เสื้อผ้าจะต้องอยู่คงที่ ถ้ามีการเปลี่ยนที่ เด็กจะรู้สึกสับสน เวลากินอาหาร เวลาเล่นถ้าสม่ำเสมอเด็กจะรู้สึกสบายใจใบหน้าของผู้เลี้ยงดูก็จะต้องเป็นใบหน้าเดิมถ้าการเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้เด็กสับสนพ่อแม่ส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจว่าอยู่ๆทำไมลูกจึงร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงทำให้เด็กเกิดความสับสน เพราะฉะนั้นในวัยนี้ผู้เลี้ยงดูจึงต้องพยายามให้มีความคงที่ ในกิจวัตรและสิ่งแวดล้อม ถ้าจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงควรหาทางให้เด็กค่อยๆเคยชินการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ
4.ระยะที่สี่ เป็นระยะที่เรียนรู้"ของเล็กๆและรายละเอียดย่อยๆ"(tiny objects and small details) ระยะนี้ได้แก่ ช่วงอายุ 2-3 ปี ในช่วงนี้เด็กชอบสังเกตสิ่งเล็ก เช่น เวลาพาไปเที่ยวปิกนิกแทนที่เด็กจะสนใจนำตก แต่กลับสนใจมดเล็กๆที่เดินแถวมาที่โต๊ะอาหาร เวลาดูรูปภาพเด็กก็จะสังเกตเห็นรายละเอียดเช่น เข็มขัดหรือดาบของนักรบถ้าเด็กได้รับการส่งเสริมให้เหมาะสมกับระยะ sensitive period นี้ก็จะช่วยพัฒนาให้เด็กเป็นคนช่างสังเกตมีสมาธิซึ่งเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ของศาสตร์ต่างๆ
5.ระยะที่ห้า เป็นระยะที่เรียนรู้ "ความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหว"(co-ordination of movement)ระยะนี้ได้แก่ช่วงอายุ 2-4 ปี วัยนี้เด็กจะเรียนรู้การใช้อวัยวะต่างๆเช่น นิ้ว แขน ปาก ได้อย่างดี
 6.ระยะที่หก เป็นระยะที่เรียนรู้ "ความสัมพันธ์ทางสังคม(Social relations) ได้แก่ ช่วงอายุ 2-5 ปี วัยนี้เด็กจะเริ่มเรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่นและมารยาททางสังคม ถึงแม้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี จะมีปกติเล่นตามลำพังหรือเล่นคู่ขนานกับเพื่อนแต่วัยนี้เด็กเริ่มเรียนรู้และสนใจผู้อื่นสนใจที่จะเรียนรู้มายาทและวัฒนธรรมในสังคม


   


แนวการสอนของมอนเตสเซอรีเน้นความสำคัญของครูมากมอนเซอรี่กล่าวถึงลักษณะของครูปฐมวัยดังนี้
 
1.ครูจะต้องมีเจตคติที่ดีต่อเด็ก รับเด็กอย่างที่เป็น เพื่อให้เด็กสามารถยอมรับตนเอง
2.การสังเกตเด็กของครูถื่อว่าเป็นวิธีการสอน มอนเตสซอรี่ย้ำถึงความสำคัญของทักษะการสังเกตเด็กของครูมาก เพราะจากการสังเกตเด็กครูจะสามารถรู้ว่าเด็กต้องการอะไร ต้องการเรียนรู้เรื่องใดสามารถทำสิ่งใดได้ และมีปัญหาที่ครูจะช่วยได้อย่างไร มอนเตสเซอรีกล่าวว่า คนที่สังเกตไม่ได้ จะไม่มีทางเป็นครูที่ดีได้เลย
3.ครูให้เด็กมีเสรีในการตัดสินใจมีโอกาสเลือกให้เด็กได้เสี่ยง(takerisk)และเรีนนรู้จากความผิดพลาด(mistake)อนึ่งอุปกรณ์ของมอนเตสซอรีจะช่วยให้เด็กรู้ผลของการกระทำของตนเองและเด็กมีโอกาสได้ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง
4.คูรจัดเตรียมสิ่งแวดล้อม (prepared environment) ซึ่งจะมีสิ่งของที่พัฒนาทักษะทางด้านกล้ามเนื้อ การสัมผัส การเคลื่อนไหว ครูจะให้เด็กเลือกและทำงานด้วยตนเอง มอนเตสซอรีพบว่า เด็กมีสมาธิหรือสามารถนั่งทำงานได้เวลานานเป็นเวลานานในสิ่งที่สนใจเด็กชอบความเป็นระเบียบและชอบทำงานมากกว่าเล่นเมื่อเด็กกระทำงานใดเด็กมักจะทำซ้ำๆจนกระทั่งมีความมั่นใจและชำนาญในการกระทำนั้น กิจกรรมที่เด็กกระทำและมอนเตสซอรี่ถือว่าเป็นงาน(work)นั้นเวลากล่าวทั่วๆไป มักจะเรียกว่า "เล่นเสรี"แต่ในความหมายที่แท้จริงของมอนเตสซอรี่ หมายถึง "งาน" อุปกรณ์การเรียนของมอนเตสซอรีที่ใช้ฝึกประสาทสัมผัสและความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อของเด็กปฐมวัย ขณะนี้เป็นที่สนใจของนักวิจัยปัจจุบันที่เน้นความสำคัญของการฝึกประสาทสัมผัสในการพัฒนาการคิดการรู้ของเด็กปฐมวัย
5.การประสบการณ์ให้แก่เด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับพัฒนาการและความต้องการของเด็ก เด็กจะมีเเรงจูงใจภายในที่จะทำงานให้สำเร็จด้วยตนเอง การทำได้สำเร็จด้วยตนเองจะเป็นรางวัลภายในของจิตของเด็ก เพราะฉะนั้นในการสอนของมอนเตสซอรี่จะเน้นแรงจูงใจจากภาเช่น ยใน มิใช่แรงจูงใจจากภายนอก เช่น รางวัล หรือดาว
6.การที่เด็กได้ทำงานกับอุปกรณ์ต่างๆนี้ มอนเตสเซอรี่ เชื่อว่าจะช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็ก เด็กที่ไม่มีโอกาสทำงานในวัยปฐมวัยนี้จะเติบโตเป็นคนเฉื่อยชา ไม่สนใจในสิ่งใด และยากต่อการเรียนรู้



การเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ( Waldorf Method)

         


แนวคิดพื้นฐาน
                การเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟอยู่บนพื้นฐานที่ว่าการเรียนรู้ของคนเกิดจากความสมดุลของความคิด  ความรู้สึก  และเจตจำนงของคน ๆ นั้น  หากเด็กได้อยู่ในบรรยากาศแห่งความต้องการ  ความรู้สึกสบายใจ  ความผ่อนคลาย  เด็กจะถ่ายทอดความคิดและการเรียนรู้อย่างแยบคลายร่วมไปกับการทำกิจกรรมที่เขากระทำอยู่
             
    

 หลักการสอน
                หัวใจของการเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ  คือ  การสร้างความสมดุลของจิตมนุษย์  3  ประการ  ได้แก่  ความคิด  ความรู้สึก  และการกระทำ  โดยไม่มีการรบกวนจากเทคโนโลยีภายนอก  ความสงบทางจิตใจจะช่วยให้เด็กเรียนรู้จากการใช้วินัยในตนเอง
                 


 วิธีจัดการเรียนการสอน 
            การเรียนการสอนตามแบบวอลดอร์ฟเป็นวิธีการตามแบบธรรมชาติ  เป็นไปตามบรรยากาศของชุมชนและตารางกิจกรรมประจำวัน  ที่ครูและผู้เรียนจะเรียนรู้ร่วมกันตามความสนใจของเด็ก  วิธีการจัดการเรียนการสอนจะเป็นการจัดกระทำทั้งระบบตั้งแต่บรรยากาศของโรงเรียน  สิ่งแวดล้อมและห้องเรียนต้องเป็นไปตามวิถีธรรมชาติ  รวมถึงการจัดการเรียนการสอนของครู  ในขั้นตอนการสอนของครูจะมีลักษณะเฉพาะต่างจากการเรียนการสอนแบบอื่น ๆ  ตรงที่การกระตุ้นการเรียนรู้เริ่มจากการแสดงแบบให้เด็กเห็นตามบรรยากาศที่จูงใจ
                     


การจัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ 
                การเรียนรู้ของวอลดอร์ฟมาจากการซึมซับด้วยการสืบสานโดยตามธรรมชาติและตามธรรมชาติที่หล่อหลอมเข้าภายในตัวเด็กทั้งกายและจิตวิญญาณ  บรรยากาศการเรียนรู้รอบตัวเด็กทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียนหรือกลางแจ้งต้องเป็นบรรยากาศที่งดงามตามธรรมชาติที่บริสุทธิ์  ประกอบด้วยความสงบและอ่อนโยน


บทบาทครู 
                ครูมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมเรียนรู้และการใช้ชีวิตอย่างธรรมชาติของเด็ก  งานของครูที่โรงเรียนคือการจัดการเรียนการสอนด้วยการเป็นตัวอย่าง  การจัดสิ่งแวดล้อมที่มีบรรยากาศอบอุ่นและผ่อนคลาย  ในขณะเดียวกันครูต้องเป็นผู้เชื่อมสานงานโรงเรียนสู่บ้านเพื่อสานภารกิจการสร้างพลังการเรียนรู้อย่างธรรมชาติให้เกิดขึ้นกับเด็ก
              
             ครูต้องทำหน้าที่ในการติดตามประเมินผลความเจริญก้าวหน้าของเด็กในการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคล  ครูมิใช่เป็นเพียงผู้ที่อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้  แต่ครูจะถ่ายทอดความคิด  ความรู้สึก  ความมุ่งมั่นและความรักอย่างแท้จริงให้กับเด็กเพื่อให้เด็กได้พบโอกาสของการพัฒนาศักยภาพภายในตนเองได้มากที่สุดและเต็มศักยภาพ
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/503050




การเรียนรู้แบบโคร
การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project - based Learning : 
การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project - based Learning : 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น